ประวัติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

the_chief_eng2           สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นพระโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระมารดาคือ พระสัมพันธวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงพรรณราย ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 และทรงเป็นต้นราชสกุล “จิตรพงศ์”

         ในด้านหนึ่ง ทรงเป็นเจ้าฟ้าฯผู้เชี่ยวชาญศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งวิจิตรศิลป์ สถาปัตยศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และวรรณศิลป์ ในช่วงเวลาที่กระแสอารยธรรมตะวันตกถาโถมเข้าใส่สยาม ศิลปะของเราซึ่งมีระเบียบแบบแผนขนบธรรมเนียมเคร่งครัด ต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายจากอิทธิพลของศิลปะตะวันตก พระองค์ทรงประยุกต์ปรับปรุงวิจิตรศิลป์ซึ่งเป็นศิลปะประจำชาติไทยด้วยการศึกษาเชิงลึกถึงรากเหง้า และคลี่คลายรูปแบบทางศิลปะให้มีความเป็นสากลจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก อันเป็นการประกาศถึงความเป็นอารยประเทศที่มีรากฐานทางศิลปวัฒนธรรมอันงดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชาติใดในโลก

chief06

           ตลอดพระชนม์ชีพฯ ทรงอุทิศเวลาให้แก่การสร้างสรรค์ “งานช่าง” หลากสาขา ผลงานที่ทรงรังสรรค์ไว้นับเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจที่สำคัญให้แก่ช่างและศิลปินในยุคหลัง ทรงเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์มรดกศิลปกรรมไทย และทรงส่งเสริมผู้มีความรู้ความสามารถให้เป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดมรดกงานช่างศิลป์ไทยจนได้รับยกย่องให้เป็น “ สมเด็จครู “ ของช่างทั้งปวง

chief01               chief04

** ตราประจำพระองค์ รูปราชสีห์ถือดาบ บริเวณขอบมีอักษรภาษาบาลี “ กตัสส นัตถิ ปฎิการํ ปเควตํปริกันตํ ”แปลว่า สิ่งที่ทำแล้ว จะทำคืนมิได้ จงพิจารณาสิ่งที่จะทำนั้นก่อน ตราดวงนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ และทรงยืดเป็นหลักธรรมประจำพระองค์มาตลอดพระชนม์ชีพ

** อักษรพระนาม “น ในดวงใจ” อักษร “น” ย่อมาจากพระนาม “นริศ” ส่วนรูปหัวใจหมายถึงพระนามเดิม “พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าจิตรเจริญ” ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระราชบิดา (รัชกาลที่ 4)

          อีกด้านหนึ่ง ทรงเป็นเสนาบดีสี่กระทรวง ผู้นำทางทหาร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ และรัฐบุรุษผู้ทรงพระปรีชา และมีคุณูปการต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่มีการจัดตั้งกรมโยธาธิการขึ้นในปี พ.ศ. 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้ากรมหรืออธิบดีกรมฯ พระองค์แรก ด้วยทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำหน้าที่สนองพระบรมราโชบาย และเมื่อกรมฯแห่งนี้ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวง ก็ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลงานโยธาและงานก่อสร้างทั่วประเทศ พระองค์ทรงอุตสาหะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทั้งงานช่างแผนเก่าและแผนใหม่ ทั้งวิทยาการด้านการก่อสร้าง การรถไฟ และการสื่อสารโทรคมนาคม จนได้รับพระสมัญญานามว่า “ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม”  อีกทั้งยังได้บริหารงานราชาการโดยทรงกำหนดนโยบายการทำงานที่ว่า “...กิจการของรัฐบาล ควรแบ่ง เป็น 3 ข้อ คือปกครองฝ่ายหนึ่ง ป้องกันฝ่ายหนึ่ง ทะนุบำรุงฝ่ายหนึ่ง...” และวางรากฐานงานใหม่ๆ อันเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นปฏิบัติสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน

chief05  

           นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีผลงานออกแบบซ่อมสร้างอีกมากมาย อาทิ หมู่พระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และปราสาทเทพบิดร ออกแบบพระที่นั่งราชฤดี ประตูและกำแพงวังท่าพระ รวมถึงงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกอีกหลายแห่ง อาทิ วัดเบญจมบพิตร อุโบสถวัดราชาธิวาส ออกแบบพระเมรุมาศในงานพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ และทรงทูลขอปรับปรุงพื้นที่สนามหลวงให้เป็นพื้นที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ จัดงานสำคัญ รวมถึงเป็นศูนย์รวมให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ร่วมชุมชน จัดกิจกรรม การแสดง และการละเล่นมหรสพต่างๆ ดังที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

             สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ 2 วาระ ครั้งแรกเมื่อกรมฯ ยกฐานะเป็นกระทรวงในปี พ.ศ. 2435 และทรงกลับมาบริหารกระทรวงแห่งนี้อีกครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2442-2448

             ส่วนมูลเหตุที่ต้องทรงเปลี่ยนไปบริหารส่วนราชการหลายกระทรวงนั้น สะท้อนให้เห็นได้จากความในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า “...การที่ต้องทรงย้ายรับราชการเป็นหลายกระทรวงนั้น เพราะทรงพระปรีชาสามารถอาจวางเนติแบบอย่างในราชการให้เป็นบรรทัดฐานมั่นคงดำเนินในทางที่ควรที่ชอบได้มีพระอัธยาศรัยมั่นคงองอาจมิได้หวาดไหว ดำรงอยู่ในความสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง... ”

            ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสร้างคุณูปการต่อประเทศชาติ ทั้งในงานด้านช่างและศิลปะทุกแขนง การพัฒนาเพื่อความเจริญมั่นคงของชาติและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คน แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ด้วยพระชันษา 83 ปี 10 เดือน 12 วัน แต่ในวาระ 100 ปีพระชาตกาลของพระองค์ ทรงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ในฐานะที่เป็น “ บุคคลสำคัญของโลก” และได้จัดตั้ง “ทุนนริศรานุวัดติวงศ์” สำหรับบำรุงและสนับสนุนการศึกษาด้านศิลปะ

             และในปี พ.ศ.2550 หากยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ จะเป็นปีครบรอบ 12 นักษัตรของพระองค์ กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้จัดสร้างพระอนุสาวรีย์ประดิษฐานไว้หน้าอาคารที่ทำการของกรมฯ ถนนพระราม 6 เพื่อเป็นอนุสรณ์ในพระเกียรติคุณ และเป็นต้นแบบอันดีของข้าราชการและประชาชนทั่วไปในอันที่จะทำคุณงามความดีเพื่อส่วนรวมโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระอนุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550

chief03       Prince  Narisaranuvatiwongse,the 62 nd child of King Rama IV and Princess Consort Pannarai, was born on April 28 1863 (B.E.2406),and founded the first ‘Chitrabhongse’ clan.

      As an expert in different sectors of traditional Thai artistry,such as the fine arts,architecture, music  and literature, His Highness, in the face of Western Imperialism, adroitly made a smooth transition from Thailand’s resolute and disciplined customs and traditions,to a more standardized and more internationally acceptable version of the same arts. Through an in-depth study and understanding of original Thai culture,His Highness successfully proved that Thailand’s civilization and long-established artistry was second to none.

 

            His Highness devoted his life to creating a wide range of mechani-cal works, exhibiting his unrivaled craftsmanship and inspiring later generations of mechanics. His dedi-cation to the arts eventually earned him the title “the Divine Guru” –the Chief Engineer of Siam.

   chief02  

         **The HRH personal  insignia  de-picts a  sword-holding lion;the Bali scripts on the edge reads “Gatassa Natti Patigarang Pakewatangpari-kantang”,meaning. “What is done can never be undone. Be mindful of your own actions”.

             This insignia was bestowed by King Chulalongkorn,and he practiced the principle embodied in the motto throughout his life.

          **The letter “N” in the heart of the insignia stands for his name “Naris”.The heart figure signifies his former name “Prince Chitcharoen,” which was given by his father (King Rama IV).

            Another important contribution of HRH Prince Narisaranuvati-wongse can be attributed to his official rank as Minister of Four Ministries,as a military leader, a regent during the absence of a sovereign and as a statesman representing the State;proving his relentless contribution to the good of the country. King Chula-longkorn was convinced  that  HRH Prince  Narisaranuvatiwongse’s  qualifications  and  creditability  would  serve  the  royal policies well. Subsequently, when  the  Depart-ment  attained  Ministry  status, HRH Prince  Narisaranuvatiwongse  was  also  promoted  to  be  the  Minister  of  Public  Works,  responsible  for  administering  nationwide  civeil  construction  affairs. His  persistent  passion  for  learning  and  acquir-ing  knowledge  in  traditional  and  modern  engineering  at  the  end  earned  him  the  alias  “Chief  Engineer  of  Siam”. Moreover, his recognized  government  and  policy  principles  stipulated  that  “…The  scope  of  public  administration  should  include  three  components-administration,  defense  and  maintenance…”  To date,  this  foundation  and  principle  has  established  an  administrative  model  that  has  been  broadly  adopted  and  practiced  by  many  parties.

       chief08          chief09

              In addition, other  contributions  made  by  HRH  Prince  Narisaranu-vatiwongse  included  the  renovation  of  many  royal  buildings  such  as  the  throne  halls  in  the  Grand  Palace,  especially  the  Chakri  Throne  Hall  and  Prasart  Phra  Debidorn,  and  also  drafting  a  blueprint  for  the  Racha  Reudi  Throne  Hall  and  designing  the  gates  and  walls  of Tha  Phra  Palace.  With  respect  to  architecture,  the  masterpieces  that  earned   him an  unquestioned  reputation  were  Wat  Benchamabophit,  the  Ubosot  of  Wat  Ratchathiwat  and  the  funeral  pyres  for  many  of  royal  family  members’ cremation  ceremonies.  Last  but  not  least, HRH  Prince  Narisaranuvatiwongse  also  made  an  appeal  to  His  Majesty  to  revamp  Sanam  Luang  for  the  royal  rites, and  allow  the  public  to use  this  area  for  entertainment  and  other  utilization  purposes.

            Prince  Narisaranuvatiwongse  assumed  the  Ministry  of  Public  Works  office  for  two  terms.  His  first  term  started  in  1892(B.E.2435) when  the  Department  was  first  promoted  to  become  a  Ministry;  his  second  term  in  office  was  between  1899 and  1905 (B.E.2442 and 2448).

            The  main  reason   that  His  Highness  was  assigned  to  govern  so  many  ministries  can  be  explained  by  King  Chulalongkorn’s  speech  which  stated  that “…Prince  Narisaranuvatiwongse’s  frequent  post  changes  were  justified  by  his  promising  service  to  the Government,  his  high  standards  of  systematic  performance  delivery, his  genuine  loyalty  and  unwavering  commitment  to  strong  work  ethics…” 

ที่มา : หนังสือจะวันวาน จะวันไหน จะภูมิใจ...กรมโยธาธิการและผังเมือง